วิเคราะห์บอล
socceroos | 08 / 06 / 2010 16:56

 
From the pitch to the dugout


มาราโดน่า-ดุงก้า : "กัปตันทีมแชมป์โลก" สู่บทบาท "กุนซือ"

               ท่ามกลางการชิงชัยของ 32 ชาติ ในศึก เวิลด์ คัพ 2010 มีเพียง คาร์ลอส ดุงก้า นายใหญ่ทีมชาติบราซิล กับ ดีเอโก้ มาราโดน่า นายใหญ่ทัพ "ฟ้า-ขาว" ที่มีสิทธิ์ลุ้นสร้างสถิติด้วยการก้าวขึ้นเป็นมนุษย์คนที่ 3 ซึ่งสามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก ทั้งในฐานะผู้เล่นและผู้จัดการทีมต่อจาก มาริโอ ซากัลโล่และ ฟร้านซ์ เบ็คเคนเบาเออร์


มาริโอ ซากัลโล่ มนุษย์คนแรกที่คว้าแชมป์ฟุตบอลโลก ทั้งในฐานะนักเตะและผู้จัดการทีม

               ซากัลโล่ เป็นคนแรกที่เบิกหน้าประวัติศาสตร์คว้าเกียรติประวัตินี้สำเร็จ จากการคว้าแชมป์โลก (จูลส์ ริเม่ต์ โทรฟี่) กับทีมชาติบราซิล 2 สมัยซ้อน ในปี 1958 และ 1962 จนมาในอีก 8 ปีให้หลัง ซากัลโล่ ในบทบาทเทรนเนอร์ก็พาทัพเซเลเชาก้าวขึ้นเป็นแชมป์โลกในปี 1970

               ขณะที่เส้นทางของตำนานแข้งเมืองเบียร์อย่าง "ไกเซอร์ฟร๊านซ์" ก็ดำเนินขึ้นต่อเนื่องหลังจากพ้นยุคของ ซากัลโล่ ได้ไม่นาน โดย เบ็คเคนเบาเออร์ สวมปลอกแขนกัปตันทีมพาทีมชาติเยอรมันตะวันตก คว้าแชมป์บนแผ่นดินเกิดของตัวเองในปี 1974 และทิ้งช่วงไปกว่า 16 ปี ก่อนจะพาทัพ "อินทรีเหล็ก" ขึ้นโพเดียมหยิบแชมป์โลกใน เวิลด์ คัพ "อิตาเลีย 90" บนแดนมะกะโรนี 
 

คาร์ลอส ดุงก้า (ซ้าย) กับ ดีเอโก้ มาราโดน่า เคยคว้าแชมป์โลกมาแล้วในฐานะกัปตันทีม



               มาในครั้งนี้เป็นโอกาสของอดีตสองนักเตะที่เคยพาทีมสัมผัสแชมป์โลกมาแล้วในฐานะกัปตันทีม แต่ต้องบอกว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ มาราโดนา จะดวลกับ ดุงก้า เพราะคู่นี้เคยพบกันมาแล้วบนสังเวียนแข้ง เมื่อครั้งศึก เวิลด์ คัพ 1990 โดยในครั้งนั้น มาราโดน่า จ่ายทะลุช่องให้ เคลาดิโอ คานิกเกีย หลุดเข้าไปซัดประตูโทนให้ อาร์เจนตินา เขี่ย บราซิล ตกรอบ 2 ที่สกอร์ 1-0

               ปี 1990 นับเป็นกึ่งกลางช่วงเวลาแห่งความสำเร็จของทั้งคู่ เหตุเพราะ 4 ปีก่อนหน้านั้นในปี 1986 มาราโดนา ถูกกองเชียร์ "ฟ้า-ขาว" สถาปนาขึ้นเป็น เทพเจ้าลูกหนังอาร์เจนไตน์ ภายหลังพาทีมคว้าแชมป์โลกบนแดนจังโก้อย่างยิ่งใหญ่

               ส่วน "โกลเด้นโมเมนท์" ของ ดุงก้า เกิดขึ้นในปี 1994 ตอนที่ บราซิล ซิวแชมป์โลกสมัยที่ 4 บนเมืองลุงแซม แต่แม้ว่าทั้ง "เสือเตี้ย" และ ดุงก้า จะผ่านชั่วโมงบินในฐานะนักเตะมาอย่างโชกโชน แต่ในบทบาทกุนซือแล้วถือว่าทั้งคู่ใหม่มากและถูกปรามาสว่ายังเร็วเกินไปสำหรับการทำทีมระดับทัวร์นาเมนต์ยิ่งใหญ่ที่สุดเช่นนี้

               อย่างไรก็ตามนอกเหนือจากทั้งคู่แล้ว ในศึกเวิลด์ คัพ บนแดนกาฬทวีปหนนี้มีเทรนเนอร์ที่เคยสัมผัสฟุตบอลโลกในฐานะผู้เล่นอีกถึง 6 ชาติ ไม่ว่าจะเป็น อูห์ จุง มู กุนซือ เกาหลีใต้ ที่เคยตามประกบ มาราโดน่า ในศึก เม็กซิโก 86 และฝากชื่อบนสกอร์บอร์ดในเกมปะทะ อิตาลี
 


มอร์เท่น โอลเซ่น อดีตนักเตะเดนส์ ชุด "เดนิช ไดนาไมต์"

               ส่วน มอร์เท่น โอลเซ่น เฮ้ดโค้ชทีมชาติเดนมาร์ก ก็ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของทีมแดนโคนม ชุดทะลุเข้าถึงรอบน๊อคเอาท์ 16 ทีมสุดท้ายในปีเดียวกันและทีมชุดดังกล่าวได้รับฉายาว่า "เดนิช ไดนาไมต์" ขณะที่ ฮาเบียร์ อกีร์เร่ นายใหญ่ทีมชาติเม็กซิโก เป็นอีกรายที่ลงโชว์ฝีเท้าในรายการดังกล่าว ซึ่งครั้งนั้นทัพจังโก้รับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพ
 
               ทางด้านหัวเรือใหญ่ของ สโลวาเกีย ชาติม้ามืดในการแข่งขันครั้งนี้อย่าง วลาดิเมียร์ ไวส์ ก็เคยลงเผชิญหน้ากับ "เจ้าภาพ" อิตาลี เมื่อครั้งศึก "อิตาเลีย 90" ในฐานะตัวแทนทีมเช็กโกสโลวาเกีย ขณะที่ ริคกี้ เฮอร์เบิร์ต กุนซือ นิวซีแลนด์ เป็นหนึ่งในสมาชิกทีมกีวี ชุดผ่านเข้าสู่ "เวิลด์ คัพ ไฟนั่ล" หนแรกและหนเดียวในปี 1982


ฟาบิโอ คาเปลโล่ เป็น 1 ใน 8 เทรนเนอร์ ที่มีเอี่ยวกับรอบสุดท้ายทั้งเล่นเองและคุมทีม
 
               รายสุดท้ายไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นคนดังอย่าง ฟาบิโอ คาเปลโล่ เฮ้ดโค้ชทีมชาติอังกฤษนั่นเอง โดย คาเปลโล่ ลงเล่นให้ทีมชาติอิตาลี ในเกมรอบชิงดำ ปี 1974 แต่กรณีของ คาเปลโล่ จะผิดไปจากคู่ของ ดุงก้าและ มาราโดนา ก็ตรงที่คุมทีมที่ไม่ใช่ชาติบ้านเกิดของตัวเอง ซึ่งแน่นอนว่ามีความเป็นไปได้ที่กุนซือหน้าหงิกจะต้องพาทัพ "สิงโตคำราม" ลงดวลกับ อิตาลี ในรอบลึก ๆ

               อย่างไรก็ดีหากถึงเวลาแล้วกรณีดังกล่าวจะเกิดขึ้นจริง คาเปลโล่ ก็คงไม่ใช่นักเตะ-กุนซือรายเดียวที่มีเอี่ยวกับฟุตบอลโลกโดยลงเล่นให้กับชาติหนึ่ง แต่คุมทีมในฐานะตัวแทนอีกชาติและต้องเจอกับทีมบ้านเกิดของตัวเอง เพราะในปี 2006 ริคาร์โด้ ลา วอลเป้ อดีตนายทวารสำรองของทีมชาติอาร์เจนตินา ชุดปี 78 เป็นผู้พา เม็กซิโก ทะยานเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้าย ที่ เยอรมัน

               ข่าวร้ายของ ลา วอลเป้ คือ ทีมจังโก้ ดันต้องโคจรไปพบกับทีมบ้านเกิดตัวเอง อาร์เจนตินาและท้ายที่สุดเป็นฝ่าย ลา อัลบิเชเลสเต้ (ฟ้า-ขาว) ที่ผ่านเข้ารอบไปได้ นอกจากนั้นในปี 1970 ดีดี้ สมาชิกทีมชาติบราซิล ชุดปี 1958 และ 1962 ก็เคยพา เปรู ทะลุเข้าไปดวลกับ แซมบ้า ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย แต่สุดท้าย ดีดี้ ก็เสียท่าให้กับกึ๋นของอดีตเพื่อนร่วมทีมสมัยค้าแข้งอย่าง ซากัลโล่ ในที่สุด


เจอร์เก้น คลิ้นส์มันน์ เป็นยอดนักเตะที่ไม่ประสบความสำเร็จนักบนเส้นทางโค้ช

                 แน่นอนว่าความสำเร็จบนเวทีระดับโลกในฐานะนักเตะไม่ได้เป็นเครื่องรับประกันว่าใครคนนั้นจะเดินตามรอยเกียรติยศของตัวเองได้อีกครั้งในบทบาทผู้จัดการทีม เฉกเช่นที่เคยเกิดขึ้นกับ เจอร์เก้น คลิ้นสมันน์ ศูนย์หน้าทีมชาติเยอรมัน ชุดคว้าแชมป์โลก 1990 เพราะผลงานการคุมทีมของเจ้าฉลามขาวไม่น่าประทับใจนัก เมื่อครั้งคุม "อินทรีเหล็ก" เป็นเจ้าภาพเมื่อ 4 ปีที่แล้ว

                เช่นเดียวกับ กิเยร์โม่ สตาบิเล่ ศูนย์หน้าเจ้าของตำแหน่งดาวซัลโวประจำทัวร์นาเมนต์ เวิลด์ คัพ 1930 ที่พังไม่เป็นท่าในฐานะเทรนเนอร์ ภายหลังพา อาร์เจนตินา ตกรอบแรกในปี 1958 ในฐานะทีมบ๊วยของกลุ่ม


อัลฟ์ แรมซี่ย์ พาทีม "สิงโตคำราม" คว้าแชมป์โลก 1966 ก่อนรับบรรดาศักดิ์ "เซอร์" พร้อมรูปปั้นเกียรติยศบนถนน เซอร์ อัลฟ์ แรมซี่ เวย์
 
                ในทางกลับกันบางครั้งคนที่ต้องผ่านประสบการณ์อันแสนเจ็บปวดในฐานะนักเตะกลับได้ดิบได้ดีในฐานะโค้ช เฉกเช่นกรณีของ อัลฟ์ แรมซี่ย์ อดีตผู้เล่นทีมชุดพลิกล็อกพ่ายทีมสมัครเล่น (ในเวลานั้น) อย่าง สหรัฐฯ 0-1 ก่อนตกรอบ เวิลด์ คัพ 1950 แบบน่าขายหน้า ซึ่ง แรมซี่ย์ เรียนรู้จากความล้มเหลวและกลับมาสร้างประวัติศาสตร์พาทีมคว้าแชมป์โลกในอีก 16 ปีต่อมา ก่อนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ "เซอร์"** ตอบแทนความสำเร็จที่นำมาสู่สหราชอาณาจักรในเวลาต่อมา

                ท้ายสุดแล้วไม่ว่าบทสรุปของศึก เวิลด์ คัพ 2010 นี้ ความสำเร็จจะไปตกลงที่ชาติใด และ 1 ใน 8 เทรนเนอร์ที่กล่าวมาข้างต้นนั้นจะมีใครหลุดรอดไปสัมผัสเกียรติยศสูงสุดบนเส้นทางลูกหนังหรือไม่.....มันช่างน่าใจหายตรงที่มันไม่ใช่เรื่องใกล้ตัวเราเลย

                ...บทบาทสูงสุดที่คนไทยอย่างเราทำได้หนีไม่พ้น "คนดู" ที่ตามเชียร์ทีมรักที่ไม่ใช่ชาติกำเนิดของตัวเองต่อไปและได้แต่หวังว่าสักวันจะมี "คนไทย" สักคนเข้าไปมีเอี่ยวกับรอบสุดท้ายของฟุตบอลโลกบ้าง ไม่ว่าจะในฐานะ "นักเตะ" หรือ "ผู้จัดการทีม" ก็ตาม

หมายเหตุ **บรรดาศักดิ์ เซอร์ (Sir) และเดม (Dame) นั้น  มิใช่เป็นตำแหน่งขุนนาง แต่เป็นตำแหน่งของอัศวิน (Knigh thood)  แต่ครั้งโบราณ ปัจจุบันในวันปีใหม่และวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระราชินีนาถ  จะมีการพระราชทานตำแหน่ง Sir  และ Dame (รวมทั้งเหรียญตราอื่น ๆ อีกมากมาย) ให้แก่ชายหญิงสัญชาติอังกฤษที่กระทำคุณงามความดีเป็นที่ควรค่าแก่การยกย่องในด้านการเมืองและสังคม เช่น เซอร์ วินสตัน เชอร์ชิล  อดีตนายกรัฐมนตรีของอังกฤษ เป็นต้น

                                                                         “ข้อมูลสนับสนุนจากหนังสือ ๑๐๘ ซองคำถาม / สำนักพิมพ์สารคดี”




วิเคราะห์บอลวันนี้

วิเคราะห์บอล แชมเปี้ยนส์ ลีก : เปแอสเช -vs- สโลวาน บราติสลาว่า

วิเคราะห์บอล แชมเปี้ยนส์ ลีก : บาร์เซโลน่า -vs- เฟเยนูร์ด

วิเคราะห์บอล แชมเปี้ยนส์ ลีก : ลิเวอร์พูล -vs- แอตฯ มาดริด

วิเคราะห์บอล แชมเปี้ยนส์ ลีก : สปอร์ติ้ง ลิสบอน -vs- กาลาตาซาราย

วิเคราะห์บอล แชมเปี้ยนส์ ลีก : สตุ๊ตการ์ต -vs- ไวกิ้ง

วิเคราะห์บอล แชมเปี้ยนส์ ลีก : นาโปลี -vs- อาร์เซน่อล

วิเคราะห์บอล ลีก คัพ : เชลซี -vs- ลีดส์

วิเคราะห์บอล สกอตติช พรีเมียร์ลีก : เรนเจอร์ส -vs- เซนต์ เมียร์เรน

วิเคราะห์บอล สกอตติช พรีเมียร์ลีก : เซนต์ จอห์นสโตน -vs- เซลติก

วิเคราะห์บอล แชมเปี้ยนชิพ : ชาร์ลตัน -vs- คิวพีอาร์

วิเคราะห์บอล แชมเปี้ยนชิพ : ดาร์บี้ -vs- เวสต์บรอมวิช

วิเคราะห์บอล แชมเปี้ยนชิพ : นอริช -vs- เบอร์มิงแฮม

วิเคราะห์บอล ฟินแลนด์ : เอชเจเค เฮลซิงกิ -vs- อินเตอร์ ตูร์คู

วิเคราะห์บอล บราซิล ซีรี่ บี : โบตาโฟโก้ เอสพี -vs- โนโวริซอนติโน่


เส้นทางเศรษฐี ... ทีเด็ด "โต๊ะล้ม" !!!
รวบรวมทีเด็ดเซียนเด็ดเซียนดัง
toeloms.com


"ไม่เด็ดจริง ไม่เอามาฝาก"
"ไม่เด็ดจริง ไม่เอามาฝาก"
skballs.com


 

สมาชิกโปรดล็อกอินก่อนร่วมแสดงความคิดเห็น


แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรกสิคะ

12BET